เมื่อ ปู่ Bob เดินตามพวกเราถึงน้ำตก แกก็พูดว่า ตอนนี้แกคง ตายอย่างมีความสุข เพราะได้มาพิชิต ทีลอซู ก่อนคนไทยอื่น ๆ อีกหลายสิบล้านคน ที่จะตามแกมา เพราะทีลอซูนี้ ยิ่งใหญ่จริง ๆ และคนที่ป่วยหนักอย่างแกยังมาได้แล้วใครบ้างจะไม่มา


ลุย ที ลอ ซู

ปลายเดีอนพฤศจิกายน 2551 ผมได้รับการไห้ววานจากเพื่อน ๆให้พาไปเที่ยวน้ำตกทีลอซู อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก ที่ผมเล่าให้เขาฟัง ถึงความโหดในการเข้าไปเที่ยวชม สมัยที่มีการค้นพบใหม่ ๆ เมื่อประมาณปี 2530 ในครั้งนั้นกว่าจะเดินทางจากอำเภอแม่สอด ไปถึงอำเภออุ้มผาง แล้วเดินเท้าเข้าไปดูน้ำตกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และเดินทางกลับไปถึงแม่สอดอีกครั้ง ต้องใช้เวลาเกือบสิบวัน จนเกือบต้องเอาชีวิตไปฝากไว้ที่นั่น และดูเหมือนเป็นการผจญภัยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของผม แบบนิยายของคุณพนมเทียน ในเรื่องเพชรพระอุมาเลยทีเดียว

ผมรับงานนี้ด้วยความยินดี กังวลก็ในประเด็นที่ว่าทั้งคณะรวมทั้งตัวผม ทุกคนอายุหกสิบต้น ๆมีโรคความดันโลหิตสูงเป็นโรคประจำตัวกันทุกคน ห้าคนมีโรคเก๊าเป็นของแถม สองคนต้องกินยาเกี่ยวกับโรคหัวใจเป็นประจำ ที่หนักใจที่สุดคือมีเพื่อนชาวออสสเตเลียคนหนึ่งขอตามไปด้วย แกอายุ 75 ปีเป็นโรคมะเร็งลำไส้ถูกหมอตัดลำไส้ เอาไปเผาทิ้ง เกือบสิบครั้ง ตอนนี้เหลือประมาณ 1 เมตรจากเดิมที่มีความยาวประมาณ 5 เมตร ทำให้เวลากินอาหาร อาหารจะถูกถ่ายออกมาด้วยเวลาเพียง 30 นาที หลังกินอาหารทุกครั้ง จะต้องคอย 30 นาทีให้แกเข้าห้องน้ำ พวกเราเรียกแก่ว่าปู่Bob ผมได้ข้อมูลและเห็นหน้าแกชัด ๆ แล้ว ก็อยากจะเปลี่ยนใจขอร้องให้แกอยู่บ้าน แต่เมื่อรู้ความตั้งใจจริงของแกที่ว่า แกรักเมืองไทยมาก ก่อนตายอยากไปเที่ยวสถานที่สวยและลำบากที่สุดของไทย

ผมและพวก ๆ ก็เลยไม่ขัดใจ ได้ประสานงานกับโรงพยาบาลประจำของแก ที่กรุงเทพ และติดต่อขอความร่วมมือจากหมอแต๋ว พยาบาลอาวุโส ของโรงพยาบาลแม่สอด ซึ่งรู้จักกันมานานให้คอยประสานงานอยู่ที่แม่สอด ซึ่งอยู่ห่างจากน้ำตกทีลอซู มากกว่า 200 กิโลเมตร ตามทางรถยนต์ ให้คอยช่วยเหลือ ผมมั่นใจว่าโรงพยาบาลแม่สอด คงให้ความช่วยเหลือได้ในยามจำเป็น แต่ก็ไม่ลืมที่จะติดต่อเครื่องบินเหมาลำ ของ SGA ให้พร้อมที่จะไปรับที่สนามบินอุ้มผาง หรือแม่สอด หากจำเป็นจริง ๆ โดยเป็นการเหมาลำเที่ยวละ 2 แสนบาท หลังจากทุกอย่างพร้อม ผมและคณะก็ออกเดินทางกรุงเทพมหานคร โดยรถตู้ KIA ซึ่งซื้อมาเพียง สามแสนบาทเท่านั้น

พวกเราตกลงกันว่าจะช่วยกันขับ เพื่อความเป็นส่วนตัว แต่พอถึงเวลาจริง ๆ กลับปรากฏว่ามีผมและปู่ Bob เท่านั้นที่ขับเป็น ส่วนคนอื่นพอขับได้ แต่ไม่เคยขับรถตู้มาก่อน ผมเสนอให้ปู่ Bob ขับในช่วงแรก เพื่อเป็นความภูมิใจของแก แต่แกบอกว่า เอาไว้เวลาจำเป็นดีกว่า เพราะแกไม่มีใบขับขี่ หากเป็นอะไรไป ทางประกันเขาจะไม่จ่ายเงิน เมี่อเป็นเช่นนี้ ผมจึงต้อง solo คนเดียวไปตลอดทาง

วันแรกออกจากกรุงเทพเวลา 10 โมงเช้า แวะไปเรื่อย ๆ เพื่อให้ผู้สูงวัยทั้งรถได้เข้าห้องน้ำทุก ๆ ชั่วโมง เพื่อสุขภาพ จะเสียเวลามากหน่อยก็ตอนกินอาหาร เพราะแต่ละครั้งต้องคอยให้ปู่Bob แกทิ้งช่วงให้อาหารเดินทางออกประมาณ ครึ่งชั่วโมง เห็นสภาพแล้วก็กลัวว่าจะแย่ระหว่างทาง แต่ปู่ Bobก็ยืนยันว่ายังไหว โดยแกสั่งว่าถ้าเป็นอะไรไป ให้เอาศพแกฝังได้เลย ไม่ต้องแบกกลับเข้ากรุงเทพ แก่สั่งว่าอย่าเผา เพราะเดี๋ยว ญาติ ๆ ที่ออสสเตเลียเกิดอยากเห็นหน้าจะได้ขุดขึ้นมาให้ดู

เวลา 19.00 น.ก็เดินทางถึงแม่สอด รีบตรงดิ่งไปกินอาหารร้านข้าวเม่าข้าวฟ่าง ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นร้านอาหารดีที่สุดของแม่สอด ในเรื่องความอร่อยและราคา ขอยืนยันว่าเป็นร้านอาหารที่สวยงามมาก เรียกได้ว่าเป็น UNSEEN ของแม่สอดก็ว่าได้

คืนนั้นเราพักที่โรงแรมดวงกมลแม่สอด ซึ่งมีการบันทึกไว้ว่าเป็นโรงแรมที่สร้างจากเศษกระดาษและขวดเหล้า เป็นโรงแรมของกลุ่มธุรกิจหนังสือดวงกมล ที่ผมเป็นลูกจ้าง โรงแรมนี้ใช้ทุนจากการขายเศษกระดาษและขวดเหล้าขวดเบียร์ตามสาขาต่าง ๆ ของดวงกมล ซึ่งสมัยก่อนมีมากกว่าร้อยสาขา มาจ่ายดอกเบี้ยให้ธนาคารในระหว่างก่อสร้าง ฟังดูก็แปลกดี แต่ก็เป็นแบบนั้นจริง ๆ

พวกเรา แปดคน เปิดห้องพักทีเดียว 8 ห้อง เพื่อความเป็นส่วนตัว เพราะรู้ว่า คนวัยทองแบบพวกเรา นอนยาก คนไหนนอนไม่หลับจะได้ดูทีวี หรืออ่านหนังสือ โดยเฉพาะพวกสนับสนุนพันธมิตร คงต้องการกู้ชาติผ่านจอทีวีกัน เหมือนตอนอยู่ที่บ้าน ซึ่งหากนอนห้องเดียวกับคนที่ไม่รู้ใจกัน อาจต้องตายไปข้างก็ได้ เพราะพวกเรามีทั้งพันธมิตรและ น.ป.ก. ในจำนวนไล่เลี่ยกัน มีปู่Bob อยู่ตรงกลางคนเดียว เรื่องการนอนคนเดียวนี้แท้จริงในกลุ่มพวกเราบางคนคงมีเบื้องหลังของการเป็นเฒ่าตัญหาก็เป็นได้ แต่ตัวผมเป็นประเภทหมดไฟแล้วพร้อมที่จะไปอยู่วัดในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เอาว่าเป็นเรื่องส่วนตัวก็แล้วกัน

เรานัดกันว่าจะออกเดินทางไปอุ้มผางตอนเจ็ดโมงเช้า โดยครั้งนี้จะใช้บริการของบริษัททัวร์ชื่อว่า MAX ที่มีสำนักงานอยู่บริเวณโรงแรมดวงกมลโดยเสียค่าบริการการคนละ 2700 บาท รวมทุกอย่างแม้นแต่ค่าทิป ซึ่งได้ยืนยันว่าไม่ต้องจ่ายอีกแล้ว เพราะระยะหลัง ๆ นี้ คนไทยเรามักจะไม่ค่อยสบายใจเวลาเราไม่ให้เพราะดูเหมือนว่าบรรดาพนักงานของหลาย ๆ แห่งจะหวังได้ทิปจากผู้มาใช้บริการมากเกินไป ที่เห็นชัด ๆ ก็คือเวลาเราเข้าไปใช้บริการจากบรรดานวดแผนโบราณ เราต้องเจอกับพนักงานที่หวังจะได้จากเรา จนถึงขั้นเรียกกันว่า 7 ด่านอรหันต์

ค่าบริการ คนละ 2700 จึงตกลงกันว่าเป็นราคาเหมาจ่าย อันประกอบด้วย ค่ารถยนต์ ไปกลับ ที่พัก 2 คืน อาหาร 6 มื้อ การล่องลำน้ำ 3 ชั่วโมง และการพาเที่ยวตามทางผ่าน รถที่ใช้เป็นรถสองแถวขับเคลื่อนสี่ล้อพร้อมคนขับสี่ตา เพื่อความได้เปรียบในการเดินทาง

เรานัดรวมพลที่ร้านโจ๊กคุณใหญ่หน้าโรงแรมดวงกมล ปู่ Bob ลงมาช้ากว่าใครทั้งหมดพวกเรานึกว่าแกจะเปลี่ยนใจขอนอนเฝ้าโรงแรมรอพวกเรา แต่ทุกคนก็ยิ้มออกเพราะเมื่อถึงเวลาเดินทางปู่แกก็เดินลงมา โดยมีสาว ๆ สองคนประกบข้างเดินมาส่งที่รถ (สาวสองคนที่เดินประกบปู่ Bob ลงมานั้นเป็นพนักงานโรงแรม-ที่คอยให้ความช่วยเหลือ-โปรดอย่าคิดอกุศล)

ตื่นเต้นมากเริ่มออกเดินทาง เป็นวันที่อากาศดี ไม่มีฝน และไม่หนาวการเดินทางช่วงแรกจากแม่สอดถึงอุ้มผางใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมงโดยระยะทาง 170 กิโลเมตร มีโค้งประมาณ 1219 โค้ง ตามที่มีการบันทึกอย่างเป็นทางการ แต่จะจริงหรือไม่จริง ใครจะไปนับก็เชิญครับ ปู่Bobแกนั่งหน้าคู่กับคนขับ แต่นั่งได้ไม่ถึงชั่วโมง ก็มีคนในพวกเราไปขอนั่งแทนเพราะเกิดอาการเมารถอย่างรุนแรง ปู่แกก็เต็มใจ เพราะแกอยากไปนั่งข้างหลังเพื่อจะได้สูบบุหรี่เพราะเกิดอาคารเสี้ยนอย่างแรง ปู่แกเป็นคนเดียวในพวกเราที่ยังสูบบุหรี่อยู่ ถามแกตรง ๆ ว่าหมอไม่ห้ามหรือ แกบอกว่าหมอที่รักษาแกเป็นเพื่อนกัน ได้บอกแกตรง ๆ ว่าสูบไปเถอะเพราะแกคงไม่ตายเพราะบุหรี่ แต่แกจะตายเพราะมะเร็งกินลำไส้แกจนหมดมากกว่า ผ่านโค้งแล้วโค้งเล่า เห็นหมู่บ้านเป็นระยะ มีรถวิ่งสวนกลับอยู่ตลอดเวลา บริเวณไหนที่พอจะมีวิวสวย ๆ ก็จะจอดรถ เพื่อยิงกระต่าย และถ่ายรูป ตามประสาคนมีกล้อง กว่าจะถึงอุ้มผาง ก็หมดเวลาไป ห้าชั่วโมง

แวะกินอาหารเที่ยงและนั่งรถวนรอบตัวอำเภออุ้มผาง ต่อจากนั้นก็พากันลงเรือยางที่นั่งกันได้ 12 คน โดยมีพวกเราแปดคน และคนให้บริการอีก 4 นั่งเรือล่องไปตามลำน้ำแม่กลองที่เขาบอกว่า ไปออกทะเลที่สมุทรสงคราม ผ่านธรรมชาติอันวิจิตรพิสดาร แบบไม่เบื่อก็แล้วกัน เราแวะที่บ่อน้ำร้อนเพื่อขึ้นไปเดินยืนเส้น และพูดคุยกับชาวบ้านที่ต้องแบกของเดินไปเดินกลับวันละ 4 ชั่วโมงเพื่อเอาของมาขายพวกเรา ต่อจากนั้นเราก็นั่งเรือยางต่อไปถึงที่ทำการของเจ้าหน้าที่ป่าไม้ชื่อว่าผาเลือด ฟังดูน่ากลัวแต่ไม่มีโอกาสสอบถามความเป็นไปของชื่อ จากผาเลือดมีรถมารับเราเพื่อเข้าสู่เขตป่า ทีลอซู อันเป็นเป้าหมาย โดยวิ่งแบบช้าๆ ผ่านป่าผ่านเขาอีกเกือบชั่วโมง ก็ถึงเขตที่ทำการของเจ้าหน้าที่รักษาป่าน้ำตกทีลอซู

เราจะนอนที่เขตรักษาป่าที่นี่ 1 คืน วันรุ่งขึ้นถึงจะเดินป่าเพื่อไปดูน้ำตกทีลอซูซึ่งอยู่ห่างออกไปอีก เกือบ ๆ 2 กิโล

สนุกดีครับกับการที่ได้เข้ามารื้อฟื้นวิชาลูกเสือกันอีกครั้ง เจ้าหน้าที่ปล่อยให้เรากางเต๊นกันเองของใครของมัน โดยมีเจ้าหน้าที่แสดงให้ดู ซึ่งหากปล่อยให้พวกเราจัดการกันเอง คงได้ใช้เต๊นมาห่มนอน มากกว่าเข้าไปนอนข้างในแน่ ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงทุกคนก็มีเต๊นที่พักส่วนตัวคนละหลัง ต่อจากนั้นก็เดินกันเป็นแถว ไปแก้ผ้าอาบน้ำ ในห้องน้ำที่สำนักงานป่าไม้เขาจัดเตรียมไว้ให้ การมากางเต๊นในเขตรักษาป่าของกรมป่าไม้นี้ เสียค่าธรรมเนียมเพียง 20 บาทสำหรับคนไทย แต่ต่างชาติคนละ 200 บาท ต่างชาติของที่นี่คงหมายถึงฝรั่งเท่านั้น ถ้าเป็นพวกลาว พม่า เขมร ก็คงเสียเพียง 20 บาท เพราะไม่เห็นเขาตรวจดูบัตรใด ๆ หลังอาหารค่ำก็มืดพอดี เราก็ถูกสั่งให้มุดหัวเข้าไปนอนในเต๊นของใครของมัน ทีแรกนึกว่าจะมีการดื่ม-กิน-เต้นรอบกองไฟเสียอีก แต่เขาบอกตอนนี้ทำไม่ได้แล้ว พึ่งมี กฎหมายออกมาว่าห้ามดื่มเหล้าในที่สาธารณะ จึงเป็นอันว่าพวกเราต้องเป็นเด็กดี นอนแต่หัวค่ำ เก็บแรงไว้ลุยน้ำตกทีลอซู ในวันรุ่งขึ้น การนอนกลางป่านี้เงียบสงัดดีตอนกลางคืน เวลาเอาหูแนบกับพื้น จะได้ยินเสียงพวก ๆ กรนกันสนั่นป่าไปเลย ถ้าพวกอินเดียแดงเขาแนบหูฟัง คงเหมือนกองทัพเรือกำลังเปิดหวูด บุกเข้ามา

หลังอาหารเช้าที่บริการทัวร์เขาจัดให้ ก็ได้รู้ว่า น้ำตก ทีลอซู อยู่ห่างจากที่เราพักประมาณ 1.5 กิโล เดินผ่านป่าไปเรื่อย ๆ ซึ่งเส้นทางนี้สมัยเมื่อ ยี่สิบปีก่อนผมเคยใช้เวลาเดินประมาณ 5 ชั่วโมง แต่ตอนนี้ใช้เวลาเดินไม่ถึงชั่วโมง เพราะหนทางดีหมดแล้ว เขาเทปูนอย่างดี มีการยกระดับ เท่าที่จำเป็น ใครที่เดินไม่ไหว ถ้าเอาวิลแชร์ไป ก็คงจะพอใช้ได้ แต่ต้องมีคนคนคอยช่วยยกข้ามบันได เพราะเปลี่ยนระดับอยู่ตลอดเวลา ถึงจะไปไหว ปู่ Bob ของเรากระย่อง กระแย่ง เดินอยู่เกือบสองชั่วโมง ก็ถึงบริเวณน้ำตก ซึ่งพวกเราก็ไม่มีใครบ่น เพราะพวกเราทุกคนล้วนเป็นตากล้องปู่กล้องกันทุกคน จึงรู้สึกสนุกกับการเดินทางในครั้งนี้

เมื่อ ปู่ Bob เดินตามพวกเราถึงน้ำตก แกก็พูดว่า ตอนนี้แกคง ตายอย่างมีความสุข เพราะได้มาพิชิต ทีลอซู ก่อนคนไทยอื่น ๆ อีกหลายสิบล้านคน ที่จะตามแกมา เพราะทีลอซูนี้ ยิ่งใหญ่จริง ๆ และคนที่ป่วยหนักอย่างแกยังมาได้แล้วใครบ้างจะไม่มา

ปู่บ๊อบจากพวกเราไปเมื่อต้นเดือนมีนาคม 2552 หลังจากไปเที่ยวกับพวกเราสี่เดือนกว่า ขอให้ปู่มีความสุขเหมือนตอนอยู่กับพวกเรานะครับ แล้วเราจะตามไป