![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
คำชี้แจงจากกลุ่มดวงกมลและญาติ ๆ ลุงสุข สูงสว่าง
ตามที่นิตยสาร คนการเมือง ประจำเดือน กุมภาพันธ์ 2547 ลงบทความเกี่ยวกับลุงสุข สูงสว่าง ผู้ก่อตั้งกลุ่มธุรกิจหนังสือดวงกมล มีเนื้อหาเป็นเท็จ และไม่เหมาะสม โดยไม่มีการตรวจสอบข้อมูล ในส่วนที่พาดพิงถึงผู้อื่นในทางที่เสียหาย ญาติของลุงสุข และผู้บริหารกลุ่มดวงกมลขอชี้แจงดังนี้
1)ข้อมูลที่ว่าลุงสุขเคยเป็นเลขาส่วนตัวของคุณพ่อท่านนายกทักษิณ ชินวัตร และลุงสุขเป็นผู้ร่างจดหมายไปสั่งสอนท่านนายกทักษิณที่สหรัฐอเมริกาเป็นจดหมายนับร้อยฉบับนั้น เป็นเรื่องโกหก ความจริงมีว่าลุงสุขเคยเป็นเสมียนในร้านค้าข้าวแห่งหนึ่งแถวถนนทรงวาดช่วงลุงสุข อายุ 16-17 ปี โดยเจ้าของร้านค้าข้าวแห่งนั้นไม่มีความเกี่ยวพันกับตระกูลชินวัตร และในช่วงเวลาดังกล่าวท่านนายกทักษิณยังไม่เกิด
2)ปัจจุบันลุงสุข มีภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายคือคุณป้าคริสติน สูงสว่าง และมีลูกสาวหนึ่งคนคือคุณไมลิน สูงสว่าง เมื่อมีปัญหาครอบครัวหลาน ๆ ของลุงสุขเป็นผู้ส่งเสียเลี้ยงดูเดือนละหนึ่งแสนบาทตลอดมาในฐานะผู้มีพระคุณ ลุงสุขมีปัญหาครอบครัวกับป้าคริสติน โดยป้าคริสตินพาลูกสาวย้ายกลับไปอยู่เยอรมัน เพราะลุงสุขไปมีสัมพันธ์กับหญิงอื่นแบบไม่สมควร และนำหญิงดังกล่าวเข้ามาร่วมงาน แต่ไม่มีใครยอมรับ นอกจากลุงสุขเพียงผู้เดียว ทำให้เกิดปัญหาในกลุ่มดวงกมล บรรดาญาติ ๆ และผู้บริหารทุกคนจึงโดดเดี่ยวลุงสุข โดยแบ่งแยกทรัพย์สินกันเป็นที่เรียบร้อย และเป็นเรื่องเศร้าที่ปัจจุบันทรัพย์สินทุกชิ้นของลุงสุขมีการถ่ายโอนไปให้หญิงตัวปัญหาและลูกสาวของหญิงผู้นั้น การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวสามารถตรวจสอบได้จากโฉนด และบัญชีผู้ถือหุ้นของบริษัทต่าง ๆ
3)ลุงสุข มีคดีในศาลกับญาติ ๆ โดยลุงสุขเริ่มเป็นโจทย์ ฟ้องญาติ ๆ ในฐานะผู้ถือหุ้นและกรรมการบริษัทที่มีมติให้ขายทรัพย์สินเพื่อใช้หนี้ให้กับสถาบันการเงิน แต่ลุงสุขไม่เห็นด้วย โดยอ้างว่าเป็นความผิดของรัฐบาลที่ประกาศลดค่าเงินบาท แต่กรรมการท่านอื่น ๆ ลงมติว่าเมื่อเราเป็นหนี้เราก็ชดใช้
4)ปัญหาคดีในศาลที่ญาติ ๆ ของลุงสุขเป็นโจทย์ฟ้องลุงสุข มีอยู่คดีเดียวคือการที่ลุงสุข แอบโอนเครื่องหมายการค้าดวงกมลให้กับผู้อ้างตัวเป็นภรรยา โดยการปลอมแปลงเอกสาร พวกญาติ ๆ จึงขอให้ศาลสั่งโอนชื่อดวงกมล กลับคืนให้เป็นของญาติ ๆ และลุงสุข ดังเดิมเพราะได้ร่วมกันสร้างมานานกว่า 30 ปี
5)ตามที่มีผู้อ้างว่าจะร่วมมือกับลุงสุขฟื้นฟูกิจการ ดวงกมล โดยจะเปิดสาขา ห้าพันแห่งด้วยการขายเฟรนไชน์ในราคาพิเศษนั้น ญาติ ๆ และผู้บริหารทุกคนของกลุ่มดวงกมลไม่มีใครรู้เห็นและเกี่ยวข้อง และขอเตือนให้ทราบทั่วกันว่าควรพิจารณาโครงการดังกล่าวด้วยความรอบครอบ เพราะผลงานในอดีตของกลุ่มดวงกมลนั้น เกิด จากคุณภาพของสถาบันครอบครัว ซึ่งมีลุงสุข เป็นผู้นำ ซึ่งปัจจุบัน ลุงสุข ไม่อยู่ในฐานะที่จะดำเนินการใด ๆ และที่สำคัญผู้จะร่วมลงทุนควรได้เห็นความสำเร็จของร้านต้นแบบก่อนตัดสินใจลงทุน
6)หนี้ส่วนตัวของลุงสุข ที่มีอยู่กับ หม่อมราชวงศ์หญิงท่านหนึ่ง จำนวน 30 ล้านบาทนั้น พวกญาติ ๆ จะให้ความร่วมมือในการติดตามคืนจากทรัพย์สิน ที่ลุงสุขได้ถ่ายเทไปให้ผู้อ้างตนเป็นภรรยาลุงสุข โดยพร้อมจะเป็นโจทย์ร่วมและพยานในศาล
7)คำถามที่อยากถามผู้อ้างตัวว่าสงสารลุงสุข และต้องการหาความเป็นธรรมให้ลุงสุข นั้นมีง่าย ๆ ว่าที่ดินและหุ้นต่าง ๆ ที่ลุงสุขได้รับจากการแบ่งเมื่อต้องการแยกทางกันเดิน ปัจจุบันทำไมถูกเปลี่ยนเป็นชื่อของผู้อ้างตัว จนหมดสิ้น จนทำให้ลุงสุขไม่เหลืออะไรเลย แม้นแต่ชื่อก็ยังถูกเปลี่ยนเป็น นายสุขทวี เพราะเหตุใด
จึงเรียนมาให้ทราบโดยทั่วกัน และขอพระเจ้าปกป้องและให้อภัยลุงสุข ผู้มีพระคุณของพวกเรา และขอให้กรณีลุงสุข และดวงกมล เป็นบทเรียนของความสำเร็จ อันเป็นผลมาจากความเข้มแข็งของสถาบันครอบครัว แต่ก็ต้องล่มสลาย เมื่อผู้นำ พาเมียน้อยเข้ามาเกี่ยวข้อง สมกับคำวิเคราะห์ของคนในวงการหนังสือที่ว่า กลุ่มดวงกมลไม่ได้มีปัญหาเพราะดอกเบี้ยที่กู้มาลงทุน แต่เกิดจากดอกกิมฮวยที่ลุงสุขลุ่มหลง
นายสมบูรณ์ สกุลสุทธวงศ์ โทร. 01-7788877
ตัวแทนกลุ่มญาติ ๆ ลุงสุข และบริษัทต่าง ๆ ในกลุ่มดวงกมล
ปากคำของนางอกนิษฐ์
จุดประกายวรรณกรรม กรุงเทพธุรกิจ http/www.bangkokbiznews.com/jud/wan/20030305
เรื่องโรคภัยไข้เจ็บคนเรามักจะหนีไม่ค่อยพ้น...ล่าสุดสุขทวี สูงสว่าง วัย 70 ปี หรือที่รู้จักกันเป็นอย่างดีในแวดวงหนังสือก็คือสุข สูงสว่าง ประธานกรรมการบริษัท ดวงกมล ถูกหามส่งโรงพยาบาลด้วยสาเหตุจากมีอาการเครียดจัด นอนไม่หลับจนทำให้น้ำตาลในเส้นเลือดขึ้นสูงซึ่งเป็นเหตุให้เกิดอาการชัก ญาติได้นำตัวผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลนนทเวช เมื่อวันที่ 17 มี.ค.ที่ผ่านมา ซึ่ง อัคริณทร์ จุฬาพิพัฒน์ รองประธานกรรมการผู้จัดการดวงกมล บอกว่า หลังจากที่สุข สูงสว่าง ได้เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลนนทเวช ซึ่งแพทย์ได้ใช้เวลาทำการรักษาอยู่ประมาณ 2-3 ชั่วโมง เมื่ออาการปลอดภัยดีแล้วญาติจึงได้ปรึกษากับแพทย์เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการรักษา โดยทางโรงพยาบาลบอกว่าจะต้องเสียค่าใช้จ่ายวันละประมาณ 10,000-20,000 บาท"ค่าใช้จ่ายต่อวันถือว่าสูงมาก ซึ่งคุณสุขเองมีบัตรทองโครงการ 30 บาทของกระทรวงสาธารณสุข จึงคิดว่าน่าจะลองใช้ดู และได้ขอย้ายไปรับการรักษาต่อตามชื่อของโรงพยาบาลที่ระบุไว้ในบัตร ซึ่งเป็นโรงพยาบาลแห่งหนึ่งเมื่อวันที่ 17 มี.ค. เพราะที่ผ่านมาไม่เคยใช้บริการบัตรทองเลย จึงอยากจะลองใช้ดูเพราะเชื่อมั่นว่าจะได้รับการบริการที่ดี "คุณอัคริณทร์ กล่าว
เธอบอกอีกว่า ภายหลังเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลแห่งนั้นต้องรู้สึกผิดหวังอย่างมาก เพราะคนป่วยกลับมีอาการที่แย่ลงมากกว่าเดิม คือ ผิวหนังเริ่มแดงกล่ำ ผิวหนังพองมีน้ำคล้ายโดนน้ำร้อนลวก ผิวหนังบางจุดก็เริ่มแตกกลายเป็นแผลทั่วร่างกาย ทำให้ไม่สามารถลืมตาได้ ภายในโพรงปากเน่า
"อาการดังกล่าว เรามารู้ภายหลังเมื่อวันที่ 19 มี.ค.ว่า ทางโรงพยาบาลได้ให้ยา ไดแลนติน และฟีโนบะ ซึ่งเป็นตัวยาที่นายสุขทวีเคยแพ้มาก่อน ซึ่งเรื่องนี้ไม่น่าจะเกิดขึ้น เพราะก่อนเข้ารักษาตัวทางญาติก็ได้ส่งมอบประวัติการแพ้ยาของผู้ป่วยให้ทางโรงพยาบาลตั้งแต่วันที่ 18 มี.ค.แล้วก็ไม่เข้าใจว่าทางโรงพยาบาลให้ยาที่คนไข้เคยแพ้มาก่อนได้อย่างไร"
และเธอกล่าวอีกว่า หลังจากที่ได้รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลนั้นได้ประมาณหนึ่งอาทิตย์ ทางญาติจึงได้ตัดสินใจย้ายผู้ป่วยมาที่โรงพยาบาลคามิลเลียน ซึ่งเป็นโรงพยาบาลที่ผู้ป่วยรักษาอยู่เป็นประจำ จากนั้นได้ทำจดหมายไปยังโรงพยาบาลดังกล่าวให้รับผิดชอบกับเรื่องที่เกิดขึ้น โดยให้จัดหาแพทย์ผิวหนังมารักษา
"ตอนนี้อาการของผู้ป่วยก็ถือว่าเริ่มดีขึ้นแล้ว โดยแพทย์ทำการรักษาจากภายใน คือ ให้ยารับประทานอย่างเดียว ส่วนแผลภายนอกใช้แค่น้ำเกลือล้างแผล ซึ่งแพทย์ก็ต้องรอดูอาการอีก 4-5 วัน ว่าอาการจะดีขึ้นอีกหรือไม่" อัคริณทร์ กล่าวและยังทิ้งท้ายอีกว่า รู้สึกน้อยใจเมื่อเรานำผู้ป่วยเข้ารักษาด้วยโครงการบัตรทอง 30 บาท แต่ปรากฏว่าทางแพทย์กลับใช้ยาราคาถูกแทน ซึ่งถ้าเหตุการณ์อย่างนี้ เกิดขึ้นกับประชาชนธรรมดา ทางโรงพยาบาลก็คงจะปล่อยให้เป็นไปตามบุญตามกรรม การที่แพทย์ให้ยากับคนป่วยควรจะระมัดระวังให้มาก และขั้นตอนการปฏิบัติกับผู้ป่วยก็ควรจะมีคุณภาพมากกว่านี้...เฮ้อ...กรรมของประชาชนคนไทยจริงๆ
ไม่น่าเชึอว่าคนชื่อสุข สูงสว่าง จะต้องตกต่ำขนาดนี้เมื่อแยกทางกับป้าคริสติน
คุณสุขเป็น 1)ประธานกลุ่มดวงกมล ซึ่งมีบริษัทในกลุ่มมากกว่า 50 บริษัท 2)เป็นผู้ถือหุ้นของโรงพยาบาลใหญ่ไม่น้อยกว่า สองแห่ง 3)เป็นสมาชิกถาวรของราชกีฑาสโมสร ซึ่งถือว่าเป็นสมาคมอันดับหนึ่งของไฮโซเมืองไทย
*ภายหลังพวกญาติ ๆ รู้ว่าลุงสุขต้องเข้ารักษาตัวแบบคนไข้อนาถา ที่โรงพยาบาลราชวิถี ก็ได้พยายาม พาออกไปอยู่โรงพยาบาลเอกชน แต่ก็ถูกขัดขวาง จากผู้ดูแล และภายหลังเมื่อญาติ ๆ ไปเยี่่ยมมากขึ้นได้มีการ ย้ายไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจ เพื่อไม่ให้ได้พบกับพวกญาติ ๆ
**ค่ำวันที่ 12 มกราคม 2550 ญาติคนหนึ่งของลุงสุข ได้รับโทรศัพท์จากเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลพยุหะเสนาจังหวัดนครสวรรค์ ให้ไปรับศพของลุงสุข พร้อมทั้งให้นำเงิน 800 บาทไปชำระค่ายาฉีดศพด้วย พวกญาติจึงพากันไปรับศพ ซึ่งพบว่าลุงสุข เป็นคนป่วยอนาถา สภาพศพ เหลือเพียงแต่ตัวเปล่า ๆ โดยเป็นหนี้ค่ายาฉีดศพซึ่งคุณสัปเหร่อ ได้มีน้ำใจฉีดให้ ชีวิตของลุงสุข จึงจบสิ้นลง.....
mail ถึงเมืองหนังสือ